FOCUS ประเด็นจาก PISA : ฉบับที่ 18 (มิถุนายน 2560)

PISA กับประเทศไทย: ความจริงที่ต้องยอมรับ 


https://www.facebook.com/inherview/posts/1002313076538615
ต้ังแต่ท่ีได้มีการเผยแพร่ผลการประเมิน PISA 2015 ไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่มีผู้คนให้ความสนใจกัน เป็นจ่านวนมาก และมีสื่อออกมาวิพากษ์ ระบบการศึกษาไทยกันอย่างหลากหลาย ทั้งนี้ ผลการวิจัยในโครงการ PISA ได้ เปิดเผยข้อเท็จจริงหลายประการเกี่ยวกับ ระบบการศึกษาของไทย ซึ่งเป็นความจริงที่ คนไทยจะต้องยอมรับและน่าไปเป็นข้อมูลในการพัฒนา 

 










                                                                                                                                                                                                                 [ที่มา Voice TV - In Her View]

แนวโน้มผลการประเมินของนักเรียนไทย

เมื่อติดตามดูการขึ้นลงของคะแนนตั้งแต่ PISA 2000 ถึง PISA 2015 ในแต่ละช่วงของการประเมิน (ทุกสามปี) โดยเริ่มจากการประเมินที่มีวิชานั้นเป็นหลัก กล่าวคือ การอ่านตั้งแต่ PISA 2000 คณิตศาสตร์   



ตั้งแต่ PISA 2003 และวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ PISA 2006 พบว่า การอ่านมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์แนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับผลการประเมินทางด้านวิทยาศาสตร์ในช่วง PISA 2009 และ PISA 2012 คะแนนเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง และกลับลดลงใน PISA 2015 เมื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของคะแนนวิทยาศาสตร์ในภาพรวมมีคะแนนเพิ่มขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงไม่มีนัยสำคัญจึงถือว่าไม่เปลี่ยนแปลง









เมื่อผลการประเมินออกมาไม่เป็นที่พอใจ ระดับนโยบายและสาธารณะก็พุ่งเป้าไปที่สามเป้าหลัก คือ ครู นักเรียน และหลักสูตร แต่แท้ที่จริงแล้วยังมีตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบในระบบการศึกษาไทย คือ การเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย ตั้งแต่ก่อนการปฏิรูปการศึกษาใน พ.ศ. 2542 ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากผลการประเมินใน PISA 2000 ซึ่งเก็บข้อมูลใน พ.ศ. 2541 (และรายงานผลใน พ.ศ. 2542) หลังจากการปฏิรูปการศึกษาแล้วผลการประเมินใน PISA 2003 และ PISA 2006 ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และเริ่มหยุดตกต่ำลงใน PISA 2009



หลักฐานจากงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาของธนาคารโลกชิ้นหนึ่งบ่งชี้ว่า ความอ่อนด้อยของการศึกษาไทยส่วนหนึ่งมาจากระบบ (รูป 2.) งานวิจัยดังกล่าววิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของผลการประเมินด้านการอ่านของนักเรียนไทย ระหว่าง PISA 2000 กับ PISA 2006 และพบว่า ปัจจัยที่มาจากตัวนักเรียนเองส่งผลให้คะแนนเพิ่มขึ้น (6.3 คะแนน) แต่เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยด้านระบบกลับพบว่าส่งผลให้คะแนนลดลง (22.4 คะแนน) เป็นผลให้คะแนนรวมลดลง (16.1 คะแนน)













ตัวแปรจากระบบที่ส่งผลกระทบทางลบมีอะไรบ้าง

ต้องยอมรับความจริงว่า ระบบโรงเรียนมีส่วนทำให้นักเรียนมีคะแนนต่ำ การประเมินจาก PISA พบว่า ตัวแปรที่เกิดจากระบบมีหลายตัว ซึ่งส่วนมากเป็นแนวปฏิบัติที่ระบบโรงเรียนไทยใช้อยู่เป็นปกติ โดยไม่คำนึงว่าการปฏิบัตินั้นคือตัวแปรที่ส่งผลทางลบ ได้แก่ การรับนักเรียนเข้าโรงเรียนโดยการคัดเลือกทางวิชาการ ซึ่งการคัดเลือกเช่นนี้ไม่มีปฏิบัติในหลายประเทศที่มีผลการประเมินสูง เช่น ฟินแลนด์ เกาหลีใต้ เป็นต้น การแบ่งแยกกลุ่มนักเรียนตามความสามารถ เช่น การแยกนักเรียนไปอยู่ห้องคิงส์/ห้องควีน หรือห้องโหล่ ทำให้นักเรียนอ่อนซึ่งมีจำนวนมากกว่านักเรียนเก่งขาดประสบการณ์ที่จะได้เห็นการเรียนของเพื่อน ขาดโอกาสจะแบ่งปันทั้งความรู้ ความคิด และวิธีการเรียนรู้จากเพื่อนวัยเดียวกัน ข้อมูลชี้ว่า ระบบโรงเรียนที่ปฏิบัติเช่นนี้มีคะแนนต่ำ นโยบายการแข่งขันสูงในการรับนักเรียน ทำให้นักเรียนเก่งไปรวมกันอยู่ในโรงเรียนดีที่สุดทั้งทางด้านวิชาการและสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของโรงเรียนและของนักเรียน จึงเป็นการแบ่งแยกชนชั้นไปโดยปริยาย และสร้างความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษาซึ่งเป็นผลลบต่อการเรียนรู้ นอกจากนี้โรงเรียนที่ดีกว่ายังมีโอกาสได้ทั้งทรัพยากรการเรียนที่มีคุณภาพสูง ครูคุณภาพสูง ในขณะที่โรงเรียนอื่นทั่วไปขาดโอกาส ตัวแปรเหล่านี้ล้วนเป็นผลทางลบต่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งสิ้น (OECD, 2016) 

ตัวแปรจากสังคมและวัฒนธรรมมีผลอย่างไร

สังคมและวัฒนธรรมของไทยเป็นระบบที่เชื่อฟังผู้มีอำนาจ คนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนสำคัญ หรือมีชื่อเสียง ดังนั้นในวงการศึกษาเมื่อจะมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็จะใช้ความคิดเห็นจากบุคคลเหล่านั้น ซึ่งถ้าขาดพื้นฐานหรือประสบการณ์ด้านการศึกษา และไม่ได้คำนึงถึงผลการวิจัยที่ผ่านมา ก็นับว่าเป็นเรื่องเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้สาธารณชนไทยยังขาดวิจารณญาณและมักเชื่อทันทีที่มีคนบอกอะไร โดยไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล วัฒนธรรมการขาดความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์นี้ถูกส่งต่อเข้าไปในโรงเรียน นักเรียนไม่ได้ถูกฝึกให้คิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ การเรียนของนักเรียนจึงมักจบท้ายด้วยการกวดวิชา และเน้นการเรียนเพื่อสอบมากกว่าเพื่อความเข้าใจ 

จากข้อมูลที่สื่อระบุว่า “ไทยใช้งบต่อหัวกับเด็ก 23.1% ของ GDP” นั้น ในความเป็นจริงแล้ว ไทยมีค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเพียง 4.0% ของ GDP เท่านั้น (Office of the Education Council, 2017) อนึ่งตัวเลขที่อ้างค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (% ของ GDP) นั้นที่จริงไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าจะมีเงินใช้จ่ายทางการศึกษามากหรือน้อยเพียงใด อาจชี้บอกได้แต่ความตั้งใจของประเทศหนึ่ง ๆ ที่จะให้กับการศึกษา เช่น ตัวเลขในปี 2015 ประเทศติมอร์-เลสเตใช้งบประมาณการศึกษาเป็น 10.1% ของ GDP ซึ่งไม่ได้แปลว่าติมอร์-เลสเต มีเงินใช้จ่ายจริงมากกว่าไทย ในเมื่อติมอร์-เลสเต มี GDP เพียง 2,842 millions of International dollars-ppp แต่ประเทศไทยมี GDP ถึง 1,110,458 millions of International dollars-ppp (The World Bank, April 28, 2017) การเทียบ % ของ GDP จึงไม่ได้บอกข้อมูลอะไรมาก แต่ตัวเลขที่จะชี้วัดประสิทธิภาพการศึกษาได้ คือ ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาสะสมต่อหัวมากกว่า



เวลาเรียนหรือคุณภาพการใช้เวลาเรียนที่ส่งผลทางบวก

ข้อมูลที่อ้างข้างต้น คือ ฮ่องกงใช้เวลาเรียน 790 ชม./ปี ในขณะที่ไทยใช้เวลาเรียน 1,200 ชม./ปี ถ้าให้ข้อมูลเพียงเท่านี้อาจทำให้ระดับนโยบายตกใจและรีบลดเวลาเรียนก็เป็นได้ ที่จริงข้อมูล 1,200 ชม. นั้นไม่ใช่สำหรับระดับมัธยมศึกษา นักเรียนไทยมีเวลาเรียนปกติตามตาราง 1,000 ชม./ปี อย่างไรก็ตาม การใช้เวลาเรียนต้องดูประกอบกับจำนวนวิชาที่เรียน การให้ลำดับความสำคัญแก่วิชาด้วย จากการสำรวจของ PISA ฮ่องกงมีเวลาเรียนตามตารางปกติ 697 ชม. แต่ให้เวลาเรียนคณิตศาสตร์ 267.6 นาที/สัปดาห์ ขณะที่ไทยมีเวลาเรียน 1,000 ชม./ปี แต่ให้เวลาเรียนคณิตศาสตร์ 205.9 นาที/สัปดาห์ แสดงว่านักเรียนไทยใช้เวลาด้านอื่น ๆ มาก ทำให้เรียนวิชาหลักได้น้อยกว่า และในระบบไทยยังให้นักเรียนทำการบ้านมาก หรือมอบหมายงานให้ทำเกินเวลาที่นักเรียนจะสามารถทำได้ นอกจากนั้น นักเรียนและพ่อแม่ยังนิยมการเรียนพิเศษนอกเวลา นักเรียนจึงไม่มีเวลาจะย่อย ทบทวนสิ่งที่เรียนมาจากโรงเรียน ข้อมูล PISA ชี้ว่า การใช้เวลาทำการบ้านมากและการเรียนพิเศษนอกเวลา ส่งผลกระทบทางลบต่อการเรียนรู้

https://sites.google.com/a/proj.ipst.ac.th/pisathailand/issue-2017-18/F18-fig5.png



จุดยุติ (End Point)

ต้องยอมรับความจริงว่า คุณภาพการศึกษาไทยยังห่างไกลความเป็นเลิศ การแก้ไขปรับปรุงจึงเป็นเรื่องรีบด่วน ผลการวิจัยที่ชี้ ความอ่อนด้อยน่าจะเป็นจุดเริ่มของการแก้ไขที่ถูกจุดทั้งในด้านการจัดการทางการศึกษา สังคมและวัฒนธรรม ทั้งวัฒนธรรมการไม่คิด เชิงวิพากษ์วิจารณ์ ความนิยมในการที่ต้องให้ผู้อื่นบอก การกวดวิชาก็เป็นผลพวงจากความนิยมนี้ ตัวแปรเหล่านี้ ผลการวิจัยชี้ชัดว่า ส่งผลกระทบทางลบต่อคุณภาพการศึกษา



อ่านเพิ่มเติม
  1. OECD (2016a), PISA 2015 Results (Volume I): Excellence and Equity in Education, PISA, OECD Publishing, Paris. 
  2. OECD (2016b), PISA 2015 Results (Volume II): Policies and Practices for Successful Schools, PISA, OECD Publishing, Paris. 
  3. OECD (2016c), PISA 2015 Results in Focus, PISA, OECD Publishing, Paris. 
  4. Office of the Education Council, (2017), Education in Thailand, Prigwan Graphic Co., Ltd., Bangkok. 
  5. The World Bank, (2012), Learning outcomes in Thailand : what can we learn from international assessments?., (Online), Available: http://documents.worldbank.org/curated/en/284911468132280900/pdf/648010ESW0whit0nal0Report0Formatted.pdf, Retrieved May 18, 2017. 
  6. The World Bank, (April 28, 2017), Gross domestic product 2015, PPP, (Online), http://databank.worldbank.org/data/download/GDP_PPP.pdf, Retrieved May 18, 2017. 
  7. Voice TV - In Her View, (May 15, 2017), 5 ความจริงน่าตกใจในระบบการศึกษาไทย, https://www.facebook.com/inherview/posts/1002313076538615, Retrieved May 15, 2017. 
  8. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, สัดส่วนของงบประมาณการศึกษาต่อ GDP เปรียบเทียบนานาชาติ, (Online), Available: http://stat-ed.onecapps.org/StatDetail.aspx? MenuID =16&SubID=4&MainID=1, Retrieved May 18, 2017.
 โฟกัส หรือ จุดโฟกัส (Focal Point)

§  ภาษาทางฟิสิกส์ หมายถึง จุดบนแกนของเลนส์หรือกระจกที่เป็นจุดรวมของรังสีขนานของแสงที่เกิดการหักเหเมื่อผ่านเลนส์ หรือเกิดการสะท้อนของรังสีขนานของแสงเมื่อตกกระทบทำให้จุดนั้นมีความชัดที่สุด   ในทางสังคม หมายถึง ประเด็นที่เป็นที่สนใจ

จุดยุติ (End Point)

§  ภาษาทางเคมี หมายถึง จุดที่การทำปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นสมบูรณ์และมีสารใหม่เกิดขึ้นซึ่งอาจสังเกตได้จากการเปลี่ยนสีของสาร


เผยแพร่ออนไลน์ 
6  มิถุนายน 2560